ปส.เตรียมถก 3 ฝ่ายคลี่คดีแก๊งไซซะนะ สื่อแน่น

ปส.เตรียมถก 3 ฝ่ายคลี่คดีแก๊งไซซะนะ สื่อแน่นตำรวจปราบปรามยาเสพติด เตรียมห้องประชุมพร้อมถก 3 ฝ่าย ไขคดีเครือข่ายไซซะนะค้ายาเสพติด

บรรยากาศที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขณะนี้ มีการเตรียมความพร้อมในส่วนของห้องประชุมดามาพงศ์ บริเวณชั้น 1 ซึ่งจะใช้ในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างตำรวจปราบปรามยาเสพติด และตัวแทนจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่จะมีขึ้นในเวลา 10.00 น. วันนี้ โดย พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะ

สำหรับวาระการประชุมในวันนี้ จะมีการพูดคุยถึงรายละเอียดเครือข่ายยาเสพติดของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา และการขยายผลตรวจยึดทรัพย์ รวมถึงประเด็นการครอบครองรถหรู ลัมโบร์กินี และ รถบิ๊กไบค์ ของ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง สามีของนักแสดงสาว แพท ณปภา ตันตระกูล ด้วย

พร้อมทั้งจะมีการพูดคุยถึงการเชิญบุคคลมาสอบถามเพิ่มเติม หลังจากพบความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มไฮโซ คนมีสี และ ลูกอดีตนักการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักมาเกาะติดการรายงานข่าว ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กันจำนวนมาก

สาวออทิสติก ถูกชายแปลกหน้าล่อลวงข่มขืน

สาวออทิสติก ถูกชายแปลกหน้าล่อลวงข่มขืนสาวออทิสติกหายออกจากบ้านครึ่งวัน ญาติออกตามหาสุดท้ายเดินโซซัดโซเซกลับบ้าน ญาติถามจนทราบว่าถูกชายแปลกหน้าลวงไปข่มขืน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 1 ก.พ. 60 ร.ต.อ.ชุมพล ทฤษฎีสุข ร้อยเวรสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากนางเผือด (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ว่าบุตรสาวคือ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ที่เคยมาแจ้งความเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 60 ว่าบุตรสาวได้หายออกจากบ้านไป ทางญาติพร้อมหน่วยกู้ชีพออกค้นหาจนพบตัว

ต่อมานางเผือด มารดา พร้อมญาติได้พูดคุยกับลูกสาวจนทราบว่ามีชายไทยไม่ทราบชื่อ จำนวน 2 คน หลอกบุตรสาวให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์พาไปทำการข่มขืนอนาจาร และทางผู้ปกครองพร้อมด้วยกำนันสวาท เจริญสุข กำนันตำบลท่าตูม ได้พาบุตรสาวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ จากผลการตรวจพิสูจน์พบว่าบุตรสาวมีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย การข่มขืนกระทำอนาจาร

หลังจากนั้น พ.ต.ต.ธนพล วงษ์บุปผา สว.สส.สภ.ศรีมหาโพธิ พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจกล้องวงจรปิด และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดจุดแรก ที่บริเวณหน้าอนามัยตำบลท่าตูม เป็นภาพของผู้ต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิก บังลมด้านหน้ามีภาพสติกเกอร์รูปรอยกระสุนปืนติดอยู่ส่วนผู้ต้องสงสัยรูปร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมแขนยาว กางเกงยีนส์ ลักษณะศีรษะเถิก พาสาวผู้เคราะห์ร้ายไปทำการข่มขืน ทางชุดสืบสวนได้นำภาพวงจรปิดดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ได้ภาพที่แน่ชัดก่อนที่จะขออนุมัติหมายศาลเพื่อจับกุมตัวดำเนินคดีต่อไป

หนุ่มกู้ภัยเศร้า โจรขโมยเครื่องตัดถ่างไฟฟ้า ไร้อุปกรณ์ช่วยชีวิตประชาชน

 

หนุ่มกู้ภัยเศร้า โจรขโมยเครื่องตัดถ่างไฟฟ้า ไร้อุปกรณ์ช่วยชีวิตประชาชนเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 นายเกรียงไกร อายุ 32 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.ธานินทร์ กันภัย รองสว. (สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังถูกคนร้ายก่อเหตุลักขโมยอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างไฟฟ้า มูลค่ากว่า 60,000 บาท เหตุเกิดขึ้นที่ บริเวณลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า พัทยากลาง

นายเกรียงไกร เล่าว่าก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาช้อปปิ้ง ที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าวและจอดรถยนต์กระบะ บริเวณลานจอดตามปกติ โดยหลังกระบะรถมีเครื่องมืออุปกรณ์ตัดถ่างวางไว้ หลังจากเสร็จ ขณะกำลังขนข้าวของขึ้นรถปรากฏว่าอุปกรณ์ตัดถ่างไฟฟ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประสบเหตุสูญหายไปอย่างไร้รอย จึงรีบเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้าย ทั้งนี้ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าอุปกรณ์ตัดถ่างเป็นคนหาเงินซื้อเอง เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในพื้นที่ จึงอยากวอนเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดจับกุมตัวร้ายมาดำเนินโดยเร็ว

ภายหลังจากการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ก่อนเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุพร้อมกับประสานงานชุดสืบสวนลงพื้นที่ ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โอละพ่อ!หนุ่มแจ้งความเท็จอ้างถูกปล้นเงิน8หมื่น ที่แท้นำเงินไปใช้เอง

โอละพ่อ!หนุ่มแจ้งความเท็จอ้างถูกปล้นเงิน8หมื่น ที่แท้นำเงินไปใช้เองพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงจับกุม นายศราวุฒิ อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน หลังเดินทางเข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สน.คันนายาว ว่าอ้างว่า ถูกคน 4 คนร้ายปล้นเงินสดจำนวน80,300 บาท ในขณะที่นำเงินไปฝากที่ตู้ฝากเงินอัตโนมัติของธนาคารกสิกรไทยหลังตลาดถนอมมิตร เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

หลังตำรวจรับแจ้งความแล้ว ได้รายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนที่ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษณ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวน เร่งติดตามข้อเท็จจริง โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำพยานซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะตู้รับฝากเงินจะปิดให้บริการหลัง 22.00 น. ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ จึงทำการสอบปากคำนายศราวุฒิ อีกครั้ง ก่อนที่นายศราวุฒิ จะให้การยอมรับว่า แต่งเรื่องขึ้น เพราะต้องการนำเงิน 80,300 บาท ที่ได้รับมอบจากพี่ชาย และพี่สะใภ้ ไปใช้จ่ายส่วนตัว

ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ก่อนจะคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เมียน้ำตาร่วง เพิ่งด่าผัวเรื่องเมา ก่อนพบศพแขวนคอหน้าหมู่บ้าน

เมียน้ำตาร่วง เพิ่งด่าผัวเรื่องเมา ก่อนพบศพแขวนคอหน้าหมู่บ้านเมื่อช่วงบ่าย ของวันนี้ (30 ม.ค.60) ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุ 191 สภ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีคนผูกคอตายใต้ต้นไม้ ปากทางเข้าโรงเรียนบ้านโนนแท่น ต.โพนครก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย อ.ท่าตูม รุดไปถึงที่เกิดเหตุ พบศพชายไทยผูกคอตายด้วยผ้าขาวม้า สภาพศพ สวมเสื้อยืดสีขาว และกางเกงขาสั้นสีขาว สวมรองเท้าแตะ ข้างๆผู้ตายพบรถเก๋ง สีขาว ยี่ห้อนิสสัน รุ่น มาร์ช หมายเลขทะเบียน กษ.4652 สุรินทร์ จอดอยู่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย อ.ท่าตูม จึงได้พากันแก้มัดผ้าขาวม้าออกจากกิ่งไม้ จากการค้นดูในรถ ไม่พบอะไรเลยนอกบัตรประชาชนของผู้ตาย ทราบชื่อต่อมาภายหลัง คือนายอุทัย อายุ 32 ปี

จากการสอบถามนางเพ็ญประภา อายุ 20 ปี ภรรยา เปิดเผยว่า ตนเองกับนายอุทัย สายแสน อยู่กินกันมากว่า 4 ปีแล้ว มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน เพิ่งอายุได้เพียง 2 ขวบ ก่อนเกิดเหตุตนกับสามี เดินทางกลับจากรับจ้างที่ จ.ระยอง ขับรถมาเพิ่งมาถึงช่วงเช้าที่ผ่านมา พอมาถึงสามีก็กินแต่เหล้า และมีปากเสียงกันเล็กน้อย

ปรากฏว่า อุทัย ผู้เป็นสามีเกิดความไม่พอใจ จึงได้สั่งเสียกับตนเองว่า “ถ้าฉันตายไม่ต้องไปตามฉัน ฉันจะไปหาพ่อหาแม่ฉันจังหวัดอุดร” ว่าแล้ว นายอุทัย ก็ขับรถออกจากบ้านภรรยา เหมือนกับตั้งใจมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดที่ จ.อุดร แต่แล้วมากลายเป็นศพ ผูกคอตายหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านสมสะอาด และตรงทางแยกเข้าโรงเรียนบ้านโนนแท่นวิทยา

พ.ต.ต.ชัยยงค์ ศรีศิลป์ ร้อยเวร สภ.ท่าตูม และแพทย์เวร รพ.ท่าตูม ได้ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุ และชันสูตรพลิกศพ ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยต่อสู้กัน หรือทำร้ายแต่อย่างใด จึงได้เรียกญาติมาสอบถาม ถึงสาเหตุการที่ นายอุทัย คิดสั้นครั้งนี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากเกิดอาการมึนเมา ประกอบกับอาจจะมีความน้อยอกน้อยใจ จึงคิดสั้นเช่นนี้

ช่างซ่อมแอร์ไม่เย็น จู่ๆ คอมเพรสเซอร์ระเบิดตู้ม หวิดขาขาด

ช่างซ่อมแอร์ไม่เย็น จู่ๆ คอมเพรสเซอร์ระเบิดตู้ม หวิดขาขาด(30 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.45 น. ร.ต.อ.ชุมพล ทรงงาม รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีเหตุคอมเพรสเซอร์แอร์ระเบิดมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่เกิดเหตุภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง หมู่ที่ 14 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย หน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลง รถกู้ชีพ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ในที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมชั่วคราวบริเวณด้านหลังห้องพักที่ H18 พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายเป็นชายซึ่งเป็นช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำโรงแรมทราบชื่อนายเฉลิมเกียรติ อายุ 48 ปี ถูกแรงระเบิดของคอมเพรสเซอร์ระเบิดใส่มีบาดแผลฉีกขาดที่ต้นขาด้านซ้าย และผิวหนังไหม้เกรียมหลายแห่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส หน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลงทำการปฐมพยาบาลก่อนให้รถกู้ชีพรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเฉลิม นำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ให้ความช่วยเหลือขณะที่ข้างกันพบเครื่องมือช่าง อุปกรณ์เชื่อมท่อแอร์และชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ปนเลือดกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

นายธีรเดช อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับของรีสอร์ท เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บได้เข้าไปซ่อมแซมเครื่องปรับอากาศที่ห้องดังกล่าวเพราะแอร์ไม่เย็นโดยทำเพียงคนเดียว ทันใดนั้นตนเองคาดว่าน่าจะเกิดการเชื่อมที่คอมเพรสเซอร์ด้านหลังจนเกิดเสียงดังสนั่นขึ้น 1 ครั้ง จนผู้พักอาศัยและคนงานก่อสร้างข้างกันต่างวิ่งออกมาดูก็พบผู้ได้รับบาดเจ็บนอนร้องโอดโอยจึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประสานหน่วยกู้ภัยให้ความช่วยเหลือ

ร.ต.อ.ชุมพล ทรงงาม รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดพร้อมจะได้สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุการระเบิดที่แท้จริงต่อไป

รถทัวร์ จนท.สหกรณ์พัทลุงเสียหลักคว่ำอ่างทอง ตาย 4 เจ็บ 18

รถทัวร์ จนท.สหกรณ์พัทลุงเสียหลักคว่ำอ่างทอง ตาย 4 เจ็บ 18เกิดเหตุรถทัวร์เจ้าหน้าที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง เดินทางกลับจากภูชี้ฟ้าเชียงราย ยางระเบิด เสียหลักพลิกคว่ำที่อ่างทอง ตาย 4 บาดเจ็บ 18 คน

เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 29 ม.ค. ร.ต.ท.จักรี พันเอ็ด รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุ รถทัวร์พลิกคว่ำบริเวณ ถนนสายเอเชีย (ขาเข้ากรุงเทพ) เชิงสะพานข้ามคลองบางแก้ว หมู่ 4ตำบลบ้านรี เชื่อมต่อ หมู่ 9 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บติดภายในรถทัวร์จำนวนหลายราย จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุพิศ แจ้งสว่าง รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอ่างทอง เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิพุทไธสวรรย์ เจ้าหน้าที่ ป่อเต็กตึ้ง เจ้าหน้าที่วีอาร์กู้ภัย และแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลอ่างทองในที่เกิดเหตุถนนสายเอเชีย เชิงสะพานข้ามคลองบางแก้ว พบรถทัวร์ บริษัท สำรวยทัวร์ หมายเลขทะเบียน 32-1250 กรุงเทพมหานคร พลิกคว่ำอยู่ ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกส่งโรงพยาบาลอ่างทองเพื่อทำการรักษาตัวอย่างเร่งด่วนและได้ใช้เครื่องมือตัดถ่างทำนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รถออกจากซากรถทัวร์

เบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จำนวน 3 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอ่างทอง ในเวลาต่อมา อีก 1 คน รวมมีผู้เสียชีวิตแล้ว จำนวน 4 ราย และทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทอง จำนวน 18 คน ผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 ราย ชื่อ นางทินากร เกิดผล อายุ 46 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คนประกอบด้วย 1. นางสาวภัทรวรินทร์ จันทร์ภู่ 2. นายจรัญ ดวงแก้ว 3. นางสาว ณัฐนันชนา สมุทเสนีโต รวมมีผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ราย

รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทอง ได้แก่

1.นางสาวขวัญหทัย สุจิตรกุล อายุ 42 ปี 2.นาย สโชต ตองอุบล อายุ 44 ปี 3.นาบวีชัย ราชลง อายุ 54 ปี 4.นางยาใจ เกิดสกุล อายุ 51 ปี 5.นางสุจิน แก้วทอง อายุ 48 ปี 6.นายประภาส เพชรสงค์ อายุ 54 ปี 7. นางฉะเฝาะ บุญชู อายุ 46 ปี 8.นางมาลัย ตุลยนิษก์ อายุ 47 ปี 9. นายจรูญ เพ็งมี อายุ 55 ปี 10 .นางสาว สุกัญญา แทบคล้าย อายุ 27 ปี 11.นางมนทิรา มีแสง อายุ 55 ปี 12.นางสาว อัญชิสา คงแก้ว อายุ 19 ปี 13.นางมยุรี ดวงแก้ว อายุ 51 ปี 14.นางละออง เรืองอินทร์ อายุ 52 ปี 15. นางกาญจนา สุขทอง อายุ 42 ปี 16. นางธัญพร เลิศแก้ว อายุ 42 ปี 17.นางหทัยรัตน์ ขุนอินทร์ อายุ 40 ปี 18.นางกัลยา รักงาม อายุ 49 ปี

ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น นายชัชวาล กลาง อายุ 41 ปี คนขับรถทัวร์ ให้การว่า ได้รับผู้โดยสารที่เป็นเจ้าหน้าที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง และคณะ จำนวน 44 คน เดินทางจากจังหวัดพัทลุง ไปภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย แล้วเดินทางกลับเพื่อเข้ากรุงเทพ และมาประสบอุบัติเหตุบริเวณเชิงสะพาน เนื่องจากยางล้อหน้าระเบิด ประกอบกับถนนอยู่ระหว่างการก่อสร้างเลนในสุดทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้แล้วเกิดพลิกค่ำทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการบันทึกร่องรอยของการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมสอบสวนพยานที่เดินทางมากับรถทัวร์ เพื่อหาสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุที่น่าสะเทือนใจครั้งนี้ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

3 นักเรียนหญิงซ้อนจยย. กลับจาก รพ.ถูกรถพ่วง 22 ล้อขยี้ดับหมู่

3 นักเรียนหญิงซ้อนจยย. กลับจาก รพ.ถูกรถพ่วง 22 ล้อขยี้ดับหมู่(28 ม.ค.) เวลา 10.45 น. พ.ต.ท.สุริยา โพธิ์ชาเนตร รอง ผกก.สอบสวน สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี ออกสอบสวนอุบัติเหตุบนถนนนิตโย ขาเข้าเมืองอุดรธานี กม.ที่ 29 บริเวณตรงข้ามปั้มพีที ม.8 บ.ดงโพนยอ ต.หนองหาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

พร้อมกับแพทย์เวร และหน่วยกู้ภัยทางหลวง รถบรรทุกพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หัวรถทะเบียน 83-6686 อุดรธานี ตัวพ่วงทะเบียน 83-6687 อุดรธานี ของ บริษัท เมก้า โปรคอนกรีต ล้อหน้าซ้ายตัวพ่วงทับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ. ทะเบียน 1กณ 2773 อุดรธานี สภาพแหลกเหลว จอดอยู่ริมถนน

ใกล้กันพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถ จยย. ทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้น ม.3 รร.นิคมหนองตาล จากบ้านดอนบาก ต.โพนงาม อ.หนองหาน ประกอบด้วย 1.น.ส.จันทิมา อายุ 16 ปี 2.น.ส.แคทรียา อายุ 16 ปี และ 3.น.ส.ปิยะพร อายุ 15 ปี ส่วน นายอุดร อายุ 34 ปี ผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วง รอเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ

ตำรวจเผยผลการสอบสวนระบุว่า รถบรรทุกพ่วงที่ขับขี่โดยนายอุดร ขับมาในเลนซ้ายมุ่งหน้าเข้าเมืองอุดรธานี ได้ขี่แซงรถสกายแลปที่วิ่งอยู่บนไหล่ทางด้านซ้าย เป็นจังหวะที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ที่ขี่ซ้อนกันมา 3 คน กลับจากพา น.ส.จันทิมาไปหมอที่โรงพยาบาลหนองหาน เพื่อกลับบ้าน ได้แซงรถสกายแลปซ้อนขึ้นมาพอดี ทำให้ตัวพ่วงรถบรรทุกชนล้มลง ล้อหน้าซ้ายตัวพ่วงทับรถ จยย.และทั้ง 3 คน อย่างจัง ส่งผลให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้ง 3 คน เสียชีวิตทันที

กระทืบเลือดอาบ หนุ่มแชทจีบสาว ตามมาจะข่มขืนถึงห้อง

พลเมืองดีประชาทัณฑ์หนุ่มหื่น หลังมาหาสาวที่แชทคุยถึงห้อง พยายามบุกเข้าไปข่มขืน เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อหา ฝ่ายหญิงบอกว่าหน้าตาไม่เห็นเหมือนในรูปโปรไฟล์

 

กระทืบเลือดอาบ หนุ่มแชทจีบสาว ตามมาจะข่มขืนถึงห้องเมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) พ.ตท.ปวัชร์ชัย สุดสคร รอง ผกก.ป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อเหตุพยายามลักทรัพย์และข่มขืนหญิงสาวไว้ได้ บริเวณลานจอดรถหน้าร้านเอ็กซ์สปีด สาขาพัทยา ริมถนนพัทยาสาย 3 ย่านพัทยาเหนือ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบพลเมืองดีกำลังรายล้อมผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในสภาพศีรษะแตก เลือดไหลอาบร่าง ทราบชื่อต่อมาคือ นายเอกชัย พิมพา อายุ 27 ปี เป็นชาว จ.สมุทรปราการ โดยมี น.ส.อุไรวรรณ อายุ 23 ปี ผู้เสียหายชี้ให้จับกุม ก่อนให้การว่า รู้จักกับนายเอกชัย ผ่านแอพฯ บีทอล์คได้ไม่ถึงเดือน และเมื่อ 5 วันก่อน นายเอกชัย เดินทางมาหาตนที่ห้องพักที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง

แต่เมื่อตนได้เห็นหน้าและตัวจริง ปรากฏว่าไม่เหมือนกับภาพที่เห็นในระหว่างที่แชทคุยกัน เพราะรูปโปรไฟล์จะดูดีและหล่อกว่านี้ ตอนแรกตนไม่ยอมให้เข้าห้อง แต่ นายเอกชัย พยายามอ้อนวอนว่าขอนอนแค่คืนเดียวแล้วจะไป ด้วยความสงสารตนจึงให้นอนที่พื้นห้อง แต่ไม่ได้มีอะไรกัน

จนกระทั่งวันนี้ นายเอกชัย มาหาตนที่ห้องอีกครั้ง ก่อนจะใช้กำลังพยายามบุกเข้ามาในห้อง เพื่อหวังจะทำร้ายและข่มขืนตนเอง ตนจึงตะโกนให้คนที่อยู่ข้างห้องช่วยเหลือ นายเอกชัย จึงตกใจและรีบวิ่งหนีออกไปจากห้องพัก จนพลเมืองดีที่ได้ยินเหตุการณ์ช่วยกันจับไว้ได้ ก่อนรุมสกรัมทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัว นายเอกชัย ไปสอบปากคำเพิ่มเติม เบื้องต้นได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จะทำอะไรหญิงสาวแต่อย่างใด เพียงแค่มาหาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราเอาไว้ก่อน

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธ

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธผู้อำนวยการเขตพระนคร เสียชีวิตลงอย่างสงบ หลังเกิดอาการวูบหมดสติ ขณะนำข้าราชการออกกำลังกายหลังเลิกงานวันพุธ พบอาการหัวใจวาย

ความคืบหน้ากรณี นายประเมิน ไกรรส ผู้อำนวยการเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีอาการล้มวูบหมดสติลงไป เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) หลังจากที่นำข้าราชการและลูกจ้างเขตพระนคร ออกกำลังกายตามนโยบายออกกำลังกายทุกเย็นวันพุธ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ล่าสุดทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้แจ้งว่า นายประเมิน ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ หลังจากได้รับตัวเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤตเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ โดยมีอาการหัวใจวาย เลือดหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แพทย์พยายามสลายลิ่มเลือดที่อุดตัน พร้อมกับเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด สำหรับรายละเอียดการเสียชีวิตนั้น ทางทีมแพทย์จะมีการชี้แจงให้ทราบต่อไป

ขณะที่บุคคลใกล้ชิดยืนยันว่า นายประเมิน ไม่เคยมีอาการของโรคประจำตัวมาก่อน ปกติก็ยังออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้โดยทั่วไป ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้น นายประเมิน ได้ร่วมเล่นกีฬาฟุตบอลเพื่อออกำลัง กระทั่งผ่านไปราวๆ 20 นาที นายประเมินถึงมีอาการล้มวูบลงไปดังกล่าว