“เคนนี่ ดัลกลิช Kenny Dalglish”

LFC NEWS

 

ประวัติส่วนตัว

เคนเน็ท แมททีสัน “เคนนี่” ดัลกลิช เกิดวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1951 เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ เล่นตำแหน่งกองหน้า เคยเป็นกองหน้าของสโมสรฟุตบอล เซลติก และ สโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล เจ้าของฉายา “คิง เคนนี่” เป็นอดีตผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล

เคนนี่ ดัลกลิช เกิดที่เมือง กลาสโกว์ ประเทศ สกอตแลนด์ ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1951 เมื่อเขาอายุได้ 1 ปี ครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายไปอยู่ที่แฟลตในเขต มิลตัน ห่างจากใจกลาง กลาสโกว์ ไปทางเหนือเพียง 3 กม. ดัลกลิชชื่นชอบฟุตบอลตั้งแต่ 4 ปี และมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักบอลให้กับ สโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส เนื่องจากเป็นสโมสรที่อยู่ในบ้านเกิดของตน ดัลกลิช มีคุณพ่อชื่อ บิล ดัลกลิช ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรถยนต์ และ คุณแม่ของเขาชื่อ แคธี่ ดัลกลิช ในปี ค.ศ. 1974 เคนนี่ ได้แต่งกับงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ มารีน่า และได้กำเนิดลูก ๆ ทั้งหมดสี่คน คือ เคลลี่ ดัลกลิช ,พอล ดัลกลิช,ลอเรน ดัลกลิช และ ลินนาสรี่ ดัลกลิช โดย เคลลี่ ดัลกลิชทำงานเป็นนักข่าว พอล ดัลกลิช เป็นนักฟุตบอลอยู่กับทีม คิลิมาลานร๊อค เอฟซี ในประเทศ สกอตแลนด์ ลอเรน ทำงานเป็นพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง กลาสโกว์ และ ลินนาสรี่ เป็นนักดนตรีชื่อดังในเมือง กลาสโกว์ เช่นกัน

LFC NEWS

ประวัติการค้าแข้ง

– เซลติก และ คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด (นักฟุตบอลเยาวชน)

เคนนี่ ดัลกลิช ในวัย 16 ปี ลงนามเซ็นสัญญาชั่วคราวกับ สโมสรฟุตบอลเซลติก ในช่วงเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะได้ตัว ดัลกลิชไปนั้น ผู้จัดการทีมของเซลติกในสมัยนั้น จ็อค สเตน ส่ง ฌอน ฟอลลอน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมเซลติกไปแอบดู ดัลกลิชกับครอบครัวของเขาที่บ้านของพวกเขา เมื่อดัลกลิช ได้ยินว่าฟอลลอนอยู่ที่ประตูชั้นบน ดัลกลิช รีบเอาโปสเตอร์ของ สโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส ออกจากผนังห้องนอนเขา เพราะเขารู้ว่า ฟอลลอน จะแอบเอาของที่เขาชอบมาก ๆ ออกไปเพื่อเป็นสิ่งประกันในการแลกตัวของ ดัลกลิช ในการแลกตัวไปเล่นให้กับ เซลติก ซึ่งพ่อของดัลกลิชได้เตือนเขาไว้แล้ว แต่ดัลกลิชก็ตัดสินเลือกไปเล่นให้กับ เซลติก เพราะไม่อยากให้ครอบครัวของเขาวุ่นวายไปมากกว่านี้

แต่ก่อนที่ ดัลกลิช จะย้ายมาเล่นกับ เซลติก นั้น คณพ่อของเขาได้ลองให้ดัลกลิชไปเล่นกับ คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด เพื่อทดสอบว่าลูกของตนเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปเล่นให้กับ เซลติก สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ใน ประเทศ สกอตแลนด์ ในสมัยนั้นโดยดัลกลิชทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อมาอยู่กับ คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด โดยเขายิงไป 18 ประตู ในการลงเล่นทั้งหมด 37 นัด ในปี ค.ศ. 1968 ดัลกลิชย้ายจาก คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด มาสู่ เซลติก ตามคำขอของตัวเขาเอง โดยดัลกลิชก็ได้โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วยการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมของเขาได้สวย ถึงแม้จะยิงประตูไม่ได้ก็ตาม แต่ ดัลกลิชในวัย 16 ปีก็ยังดีใจที่ความพยายามและความมั่นใจของตนเพิ่มพูนอยู่ตลอดจนเขาได้ถูกคัดเลือกให้มาเป็น นักฟุตบอล กองหน้า ของ เซลติก

– เซลติก (นักฟุตบอลมืออาชีพ)

เข้าสู่ฤดูกาลใหม่ในปี ค.ศ. 1969 เคนนี่ ดัลกลิช ได้ลงเล่นเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรกโดยเขาได้ทำประตูไป ในฤดูกาล 1968-69 ไปได้ 14 ประตู และในช่วง 1969-70 อีก 30 ประตู ดัลกลิชเคยบอกกับตนเองไว้ว่า “ถึงแม้เราจะไม่ได้เล่นให้กับทีมเรนเจอร์สทีมที่เราชื่นชอบ แต่ยังไงเราก็ยังได้เป็นนักฟุตบอลยังที่ใฝ่ฝันเอาไว้ไม่ว่าจะอยู่กับทีมไหนก็ตาม” คำกล่าวของนักฟุตบอลสายเลือดสก๊อตกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจบฤดูกาล 1969-70

ในฤดูกาล 1970-71 ความฝันของดัลกลิชก็เป็นจริงเมื่อเขาได้พาทีมของเขาไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ถ้วย สกอตติช ลีก คัพ ไปเจอกับ เรนเจอร์ส โดยแข่งกันเสมอกันไป 2-2 แล้วในช่วงต่อเวลาพิเศษ ดัลกลิช ได้ทำไป 2 ประตู ทำให้เซลติกชนะไป 4-2 ซึ่งเป็นผลงานที่ ดัลกลิช ภาคภูมิใจมากที่สุดตั้งแต่เขาเริ่มรู้จักฟุตบอลมา และในฤดูกาลนี้ ดัลกลิช ทำประตูไปได้ 23 ประตู และในช่วงฤดูกาล 1976-77 ดัลกลิช ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอล เซลติก ก่อนที่ ดัลกลิช จะถูกซื้อตัวไปเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล ในฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ประเทศ อังกฤษ ดัลกลิช ได้ทำลายสถิตการทำประตูให้กับเซลติกไป 167 ประตู โดยได้ลงเล่นทั้งหมด 322 นัด รวมทั้งหมด 9 ฤดูกาล ซึ่งเป็นนักฟุตบอลของเซลติกคนแรกที่ทำประตูมากกว่า 150 ประตู ใน 9 ฤดูกาล

– ลิเวอร์พูล (นักฟุตบอล)

ในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1977 ลิเวอร์พูลได้เซ็นสัญญาคว้าตัว เคนนี่ ดัลกลิช ในวัย 26 ปี ด้วยค่าตัวสูงสุดถึง 440,000 ปอนด์ (ประมาณ 18 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติในการซื้อนักฟุตบอลของเกาะอังกฤษในยุคนั้น โดย เควิน คีแกน เพื่อนรวมทีมของ ลิเวอร์พูล ในยุคนั้นมั่นใจในตัวของดัลกลิชว่า “ชายคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีและมีชื่อเสียงและนำ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์” โดย ดัลกลิช ได้ลงเล่นนัดแรกหลังจากเขาย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลได้ 1 สัปดาห์ และโชว์ฟอร์มอันแข็งแกร็งได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเป็นคนทำไป 4 ประตูในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอล มิดเดิ้ลสโบรช์ ทำให้ ลิเวอร์พูล เก็บ 3 แต้มสำคัญได้และเป็นการทำ แฮตทริก ของเขาในนัดที่ลงแข่งวันแรก โดยถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของสโมสร ลิเวอร์พูล

ในช่วงปลายฤดูกาล 1977-78 ดัลกลิช นำ “หงส์แดง” ได้แชมป์ฟุตบอลยุโรปถึง 3 ถ้วยได้แก่ ฟุตบอลในลีกดิวิชั่น 1 และ แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับ เอฟเอคอมมูนิตี้ชิลด์ และ ดัลกลิช ได้ขึ้นเป็นดาวซัลโวในดิวิชั่น 1 ประเทศอังกฤษในช่วงฤดูกาลนั้นอีกด้วยโดยทำไป 61 ประตู ในฤดูกาล 1978-79 ดัลกลิช ถูกเลือกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดจากสมาคม เอฟเอ ในประเทศอังกฤษ เขาทำผลงานต่าง ๆ ให้กับ ลิเวอร์พูล ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น แชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ในประเทศ, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีกคัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ รวมทั้งหมด 22 ถ้วย และรวมถึง นักฟุตบอลดีเด่นประจำฤดูกาลของเกาะอังกฤษมาแล้ว 2 ครั้ง

ดัลกลิช ร่วมงานกับผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลมาถึง 2 ยุค คือ บ๊อบ เพสลีย์ และ โจ เฟแกน ซึ่งผู้จัดการทีม 2 คนนี้ก็ได้ชม เคนนี่ ดัลกลิช ว่า “ชายชาวสก็อตคนนี้มีพรสวรรค์ เล่นได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะอยู่ในยามไหน เขาก็จะนำแสงสว่างและชัยชนะมาให้หงส์แดงอยู่เสมอ พวกเราชาว ลิเวอร์พูล คิดถูกแล้วที่เลือกชายคนนี้มาเพื่อจะปั้นเขาให้เป็นตำนานของลิเวอร์พูลที่อยู่ในขวัญใจชาว “เดอะค็อป” ทั่วโลกตลอดไป” คำพูดของ บ๊อบ เพสลีย์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในช่วงฤดูกาล 1974-1983

และคำกล่าวของ โจ เฟแกน ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลในช่วงฤดูกาล 1983-1985 “ในยุคนั้น ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะหนุ่มคนนี้ เขาได้สร้างความสำเร็จให้กับสโมสรเป็นอย่างมาก ไม่แน่ในอนาคตเขาอาจจะได้เป็นราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล เลยก็ได้” และ “เดอะค็อป” ทั่วโลกได้ตั้งฉายานามให้เขาว่า “คิง” เพื่อให้ เคนนี่ ดัลกลิช นักฟุตบอลสายเลือดสก๊อตคนนี้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลและจะเป็นขวัญใจของเดอะค็อไปทั่วโลกตลอดไป

ในช่วงฤดูกาล 1984-85 โจ เฟแกน ได้ขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล “เดอะค็อป” ทั่วโลกจึงเสนอชื่อของ เคนนี่ ดัลกลิช เป็นผู้จัดการทีมคนต่อไปของ ลิเวอร์พูล และในช่วงปลายฤดูกาล 1989-90 ดัลกลิชในช่วงผู้จัดการทีมได้นำ ลิเวอร์ พูลคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ของเกาะ อังกฤษ ซึ่งเป็นแชมป์ที่ 18 ของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ เคนนี่ ดัลกลิช มอบให้กับทีม

และเขาได้กล่าวก่อนที่เลิกเล่นอาชีพนักฟุตบอลเอาไว้ว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้เล่นมาเล่นให้สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลแห่งนี้ ชีวิตของผมได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอล, การคุมทีมฟุตบอล, การช่วยเหลือผู้อื่น, การเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อคุณแม่ ผมภูมิใจมาก ๆ เลยครับ และผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล ของผมอาจจะยิ่งใหญ่ต่อไปถึงแม้จะไม่มีผมก็ตาม” คำกล่าวของนักฟุตบอลชาวสก็อต ในวัย 40 ปี ก่อนที่จะออกจาก แอนฟิลด์ ไป ในปี ค.ศ. 1991 โดยดัลกลิชได้ลงเล่นไป 501 นัด ทำประตูไปได้ 169 ประตู

LFC NEWS

เกียรติประวัตินักฟุตบอล

– เซลติก (1969–1977)
– สก็อตติช ดิวิชั่น 1 4 สมัย: 1971-72, 1972-73, 1973-74, 1976-77
– สก็อตติช คัพ 4 สมัย: 1971-72, 1973-74, 1974-75, 1976-77
– สก็อตติช ลีก คัพ 1 สมัย: 1974-75
– ลิเวอร์พูล (1977–1990)
– ฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 1 อังกฤษ 6 สมัย: 1978-79, 1979-80, 1981-82, 1982-83, 1983-84, 1985-86
– เอฟเอ คัพ 1 สมัย: 1985-86
– ลีก คัพ 4 สมัย: 1980-81, 1981-82, 1982-83, 1983-84
– เอฟเอ คอมมูนิตีชีลด์ 7 สมัย: 1976-77, 1978-79, 1979-80, 1981-82, 1985-86, 1987-88, 1988-89
– ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัย: 1977-78, 1980-81, 1983-84
– ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 สมัย: 1976-77

เกียรติประวัติส่วนตัว
– รางวัล ฟีฟ่า บัลลงดอร์ ซิลเวอร์ 1 ครั้ง: 1983
– นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักเขียนฟุตบอล 2 ครั้ง: 1979-79, 1982-83
– นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ 1 ครั้ง: 1982-83
– รางวัลบรรณาการของสมาคมนักเขียนฟุตบอล: 1986-87
– รองเท้าทองคำ สกอตติช พรีเมียร์ลีก 1 ครั้ง: 1975-76
– ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำปี 4 ครั้ง: 1985-86, 1987-88, 1989-90, 1994-95
– ผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกยอดเยี่ยมประจำเดือน 2 ครั้ง: มกราคม 1994, พฤศจิกายน 1994
– รางวัลอิสรภาพแห่งเมืองกลาสโกว์ 1 ครั้ง: 1986
– สมาชิกในหอเกียรติยศนักฟุตบอลอังกฤษ 1 ครั้ง : 2002
– หนึ่งในรายชื่อฟีฟ่า 100 ที่ตำนานลูกหนัง “เปเล่” เลือกสรร
– สมาชิกในหอเกียรติยศนักฟุตบอลสกอตแลนด์

สถิติ
– ติดทีมชาติให้กับสกอตแลนด์สูงสุด 102 นัด
– ยิงประตูทีมชาติให้กับสกอตแลนด์สูงสุด 30 ประตู