Match Report: ลิเวอร์พูลพ่ายเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องคว้าชัยชนะในนัดสุดท้ายของฤดูกาลเพื่อการันตีพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า หลังจากพลาดท่าพ่ายเชลซี ที่กำลังทำอันดับไล่ตามมา ด้วยสกอร์ 0-1 ในนัดที่ 37 ของพรีเมียร์ลีก

รายชื่อนักเตะ

11 ตัวจริง: คาริอุส, ไคลน์, ลอฟเรน, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ไวจ์นัลดุม มิลเนอร์ ©, มาเน่, ซาลาห์ และเฟอร์มิโน่

สำรอง: มินโญเลต์, เฮนเดอร์สัน, คลาวาน, โมเรโน่, อิงส์, โซลันเค่ และวู้ดเบิร์น

คล็อปป์เปลี่ยนแปลงทีมเพียงตำแหน่งเดียวจากเกมโรม่าโดยให้ไคลน์ได้ลงประเดิมสนามแทนเฮนเดอร์สันที่มีชื่อเป็นตัวสำรอง

จังหวะสำคัญในเกม นาที 32 ชิรูด์โหม่งให้เชลซีนำ 1-0

เกมในครึ่งแรก

ลิเวอร์พูลลงเล่นในเกมนี้ด้วยเดิมพันการการันตีไปแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า หากเก็บผลเสมอได้เป็นอย่างน้อย ในเกมรองสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-18

ในนาที 3 เฟอร์มิโน่ได้ยิง แต่ถูกกูร์ตัวส์ปัดออกมา แต่หลังจากนั้นจนถึง 10 นาทีแรกยังไม่มีจังหวะการทำประตูที่จะแจ้ง จนถึงนาที 14 โมเซสได้บอลและตวัดเข้ากลาง แต่ชิรูด์เข้ามาเกี่ยวบอลก่อนที่บากาโยโก้จะเข้าบิง จากนั้นลิเวอร์พูลพยายามเล่นโต้กลับแต่ยังไม่มีจังหวะ และในนาที 16 อลินโซ่ได้ยิง แต่ตรงตัวคาริอุส

ก็องเต้เข้ามาแย่งบอลจากมาเน่ในนาที 18 หลังลิเวอร์พูลเล่นโต้กลับอย่างรวดเร็วก่อนที่มาเน่จะมีจังหวะใดๆ จากนั้นในนาที 30 โรเบิรฺตสันได้พาบอลทะลุขึ้นมาก่อนที่จะไหลให้มาเน่ยิง แต่ถูกปัดออกมา จากนั้นบอลมาเข้าทางเฟอร์มิโน่ ไหลกลับไปให้มาเน่ยิงอีกครั้ง ก่อนที่จะตรงตัวกูร์ตัวส์

เชลซีมาได้ประตูขึ้นนำในนาที 32 เมื่อโมเซสได้บอลก่อนโยนเข้ามาและแฉลบมาเน่ ก่อนที่ชิรูด์จะเบียดแย่งกับลอฟเรนและได้โหม่งผ่านมือคาริอุสเข้าไป และจากนั้นในนาที 36 ฟาเบรกาสลองยิงจากมุมแคบ ก่อนที่บอลจะเฉี่ยวเสาออกไป

ในช่วงท้ายเกมนาที 39 ซาลาห์ได้รับใบเหลืองหลังกรรมการเห็นว่าพุ่งล้ม จากนั้นไคลน์ได้รับใบเหลืองจากการเข้าสกัดอลอนโซ่ เชลซีได้ฟรีคิก ฟาเบรกาสโยนฟรีคิก แต่คาริอุสออกมาคว้าไว้ได้

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก 2 นาที

ลิเวอร์พูลพยายามต่อบอลในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอย่างใจเย็น แต่จังหวะสุดท้ายเฟอร์มิโน่กระชากบอลไปที่เส้นหลัง แต่บอลแรงออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น

เกมในครึ่งหลัง

หลังจากขึ้นนำในครึ่งแรก เชลซียังคงเพรสหนักเพื่อหวังประตูที่สอง จนถึงนาที 54 อลอนโซ่เปิดเข้ามาหน้าประตู โรเบิร์ตสันสกัดทิ้งออกไปได้ก่อนอย่างหวุดหวิด และในนาที 56 อาซาร์ยิงมุมแคบ คาริอุสปัดไว้ แต่ลูกไม่ออก โรเบิร์ตสันต้องวิ่งมาเคลียร์ และจากนั้นกรรมการต้องเป่าให้จังหวะโหม่งของเชลซีที่เข้าประตูไปเป็นลูกล้ำหน้า

ในนาที 58 คล็อปป์ส่งเฮนเดอร์สันลงมาแทนไคลน์

เชลซีบุกแต่ละครั้งสร้างความกดดันให้แนวรับลิเวอร์พูล และในนาที 69 โรเบิร์ตสันใช้อกพักบอลออกหลัง ลิเวอร์พูลเสียเตะมุม แต่จากจังหวะเตะมุมกรรมการเป่าให้ลูกที่รูดิเกอร์เบียดบอลแล้วตวัดยิงเป็นจังหวะฟาวล์ไปก่อน

ลิเวอร์พูลได้ขึ้นบุก และซาลาห์เล่นชิ่งกับเฟอร์มิโน่ในนาที 72 แต่เสียดายที่จัหงวะสุดท้ายที่เฟอร์มิโน่พยายามส่งให้ถูกสกัดออกไปก่อน

คล็อปป์ส่งโซลันเค่มาแทนโรเบิร์ตสันในนาที 74

อลอนโซ่ได้วอลเลย์ในนาที 79 แต่บอลเฉี่ยวกรอบออกไปเพียงนิดเดียว ทำให้เชลซียังนำเพียงแค่ 1 ประตู

ลิเวอร์พูลทำเกมบุกได้ดีขึ้นในนาที 84 แต่จังหวะที่เฮนเดอร์สันโยนไปหน้าประตูถูกอัซปิลิกวยต้าสกัดก่อนที่บอลจะมาถึงเฟอร์มิโน่ จากนั้นคล็อปป์ส่งโมเรโน่มาแทนมิลเนอร์ในนาที 89

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง 4 นาที

90+3 โซลันเค่ได้ขึ้นโหม่ง แต่ไม่เข้ากรอบ และในจังหวะต่อมามาเน่โยนจากกราบซ้าย ฟาน ไดจ์ค โหม่งแต่เข้ามือกูร์ตัวส์ ก่อนที่กรรมการจะเป่าหมดเวลา

ลิเวอร์พูลยังคงต้องไปลุ้นโควตาแชมเปียนส์ลีกในเกมสุดท้ายกับไบรท์ตันในวันที่ 13 พฤษภาคม